เทคโนโลยีการศึกษา : การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้

เทคโนโลยีการศึกษาคือการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาและเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์, การสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์, ซอฟต์แวร์การศึกษาต่างๆ และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและแหล่งความรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว

ตัวอย่างของเทคโนโลยีการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่:

  1. การเรียนรู้ออนไลน์ (E-learning): เป็นรูปแบบการเรียนที่ไม่จำกัดสถานที่และเวลา ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีคอร์สออนไลน์และโปรแกรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย
  2. ปัญญาประดิษฐ์ (AI): AI สามารถนำมาช่วยในการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของนักเรียนและปรับการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน ตัวอย่างเช่น ระบบการแนะนำเนื้อหาการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามผลการเรียนของผู้เรียน
  3. เทคโนโลยี VR/AR: การใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) และเทคโนโลยีเสริมจริง (AR) ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหลากหลายและสมจริงมากขึ้น เช่น การจำลองการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือการท่องโลกประวัติศาสตร์
  4. คลังข้อมูลดิจิทัลและเครื่องมือการสืบค้น: แหล่งข้อมูลออนไลน์ที่มีคุณภาพ เช่น หอสมุดดิจิทัลและฐานข้อมูลวิจัย ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายได้สะดวกและรวดเร็ว

นวัตกรรมการศึกษา: การสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการเรียนรู้

นวัตกรรมการศึกษาคือการนำแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ มาปรับใช้ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ซึ่งอาจรวมถึงการพัฒนาเนื้อหาการเรียนการสอน, วิธีการสอน, หรือกระบวนการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและครอบคลุมมากขึ้น

นวัตกรรมการศึกษาที่สำคัญ ได้แก่:

  1. การเรียนรู้แบบพลิกวิธี (Flipped Classroom): วิธีการนี้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนศึกษาหรือทำความเข้าใจกับเนื้อหาผ่านสื่อออนไลน์ก่อนที่จะมาประชุมในชั้นเรียน ซึ่งในชั้นเรียนจะเน้นการอภิปราย การทำกิจกรรมกลุ่ม หรือการแก้ปัญหาที่จะทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้เชิงลึก
  2. การเรียนรู้ผ่านการเล่น (Gamification): การนำองค์ประกอบของเกมมาใช้ในการเรียนการสอน เช่น คะแนน การแข่งขัน หรือการสะสมระดับ เพื่อสร้างความสนุกสนานและกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
  3. การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Learning): แนวทางนี้เน้นการพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตัวเอง ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นไปตามความสามารถและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน
  4. การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการศึกษา: การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการเรียนของผู้เรียนเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและผลการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาแนวทางการสอนและปรับแผนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของนักเรียนแต่ละคน

ผลกระทบของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อการศึกษา

การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการศึกษาไม่ได้เพียงแค่ทำให้การเรียนการสอนมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แบบที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดทั้งชีวิต การมีเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเรียนรู้ช่วยเปิดโอกาสให้การศึกษาเข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำกัดเพศ, เชื้อชาติ, หรือสถานที่

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการศึกษาในที่สุดจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาทั่วโลก การสร้างเสริมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

สรุป

เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษาคือเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของโลกในปัจจุบัน การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การศึกษาสามารถเข้าถึงผู้เรียนได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต.

คอมพิวเตอร์กับการศึกษา

             พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ได้ให้ความหมายของ “คอมพิวเตอร์” ไว้ว่า”เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์”คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานแทนมนุษย์ในด้านการคำนวณและสามารถจำข้อมูลทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้ เพื่อการเรียกใช้งานครั้งต่อไป รวมทั้งสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ (Symbol) ได้ด้วยความเร็วสูงโดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม นอกจากนี้ยังมีความสามารถใน
ด้านต่างๆ เช่น การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลไว้ในตัวเครื่องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้ (ตวงแสง ณ นคร .2542)
            คอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้ในวงการศึกษา หรืออาจเรียกว่า คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา (Computer-Based Education, Instructional Computer : IC, Computer-Based Instruction : CBI) มีความหมายเหมือนกันคือ การนำคอมพิวเตอร์ มาใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา ไม่ว่าจะ เป็นการจัดการเรียนการสอน การลงทะเบียน การจัดทำบัตรนักศึกษา การจัดทำผลการเรียนการสอนรวมไป จนถึงการออกใบรับรองการจบหลักสูตร
            Robert Taylor นักเทคโนโลยีการศึกษา ได้แบ่งการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ไว้ในหนังสือ the Computer in the School : Tutor, Tutee โดยได้แบ่งการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในโรงเรียนออกเป็น 3 ลักษณะคือ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของติวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของอุปกรณ์ การเรียนการสอนและการใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของผู้เรียน (ดิเรก ธีระภูธร .2545)
           แต่กระบวนการในการจัดการศึกษาในภาพรวม ไม่ได้หมายถึงสถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ยังมีหน่วยงานทางการศึกษาและองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและ
สนับสนุนการจัดการศึกษาด้วย ฉะนั้นบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการศึกษา จึงแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร (computer Applications into Administration)
          การบริหารการศึกษานับเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง นโยบาย อันนำไปสู่แนวทางปฏิบัติในการจัดการศึกษา ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น สิ่งสำคัญในการที่จะช่วยให้บริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพก็คือความพร้อมของข้อมูลในการบริหารจัดการเพื่อการตัดสินใจและกำหนดนโยบายการศึกษา คอมพิวเตอร์จึงเข้ามามีบทบาทในการบริหารการศึกษามากขึ้น ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สรุปได้ดังนี้
          1.1 การบริหารงานทั่วไป เป็นการนำคอมพิวเตอร์ช่วยในการบริหารงานบุคคล งานธุรการ การเงินและบัญชีการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูล (Management Information System :MIS) เพื่อประโยชน์ในการวางแผนและบริหารการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
         1.2 งานบริหารการเรียนการสอน เป็นการนำคอมพิวเตอร์ช่วยในการบริหารของครูผู้สอนนอกเหนือจากงานด้านการสอนปกติ เช่น งานทะเบียน งานด้านเอกสาร การจัดตารางสอน ตารางสอบ การตรวจและการเก็บรวบรวมคะแนน การสร้าง-วิเคราะห์ข้อสอบ การวัดและประเมินผลการเรียน เป็นต้น
 2. คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการเรียนการสอน (Computer -Managed Instruction)
     การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงานบริหาร ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยและมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น เช่น การจัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้คะแนนและวิเคราะห์ข้อสอบ การเก็บประวัตินักเรียนเฉพาะวิชาที่สอนเพื่อดูพัฒนาการด้านการเรียนและการให้คำปรึกษา และช่วยในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนของวิชาที่สอน รวมถึงการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผู้สอนสามารถวิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียน
3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer -Assisted Instruction : CAI)
     คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ ในการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ มีลักษณะเป็นการเรียนโดยตรง และเป็นการเรียน แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือสามารถ โต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ได้ เช่นเดียวกับการสอนระหว่างครูกับนักเรียนที่อยู่ในห้องตามปกติ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายประเภทตามวัตถุประสงค์ที่จะให้นักเรียนได้เรียน กล่าวคือ ประเภทติวเตอร์ ประเภทแบบฝึกหัด ประเภทการจำลอง ประเภทเกม ประเภทแบบทดสอบซึ่งในแต่ละประเภทก็มีจุดมุ่งหมายในการให้ความรู้แก่ผู้เรียนแต่วิธีการที่แตกต่างกันไป ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือช่วยลดความแตกต่างระหว่างผู้เรียน เช่นผู้ที่มีผลการเรียนต่ำ ก็สามารถชดเชยโดยการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ และสำหรับผู้มีผลการเรียนสูงก็สามารถเรียนเสริมบทเรียนหรือเรียนล่วงหน้าก่อนที่ผู้สอนจะทำการสอนก็ได้

เทคโนโลยีการศึกษา: กุญแจสู่การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

 ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต รวมถึงการศึกษา ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในวิธีการเรียนการสอน และการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่ยังเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างผู้เรียนและแหล่งความรู้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา

1. การเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา* การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Google Classroom, Zoom หรือระบบ LMS (Learning Management System) ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่จำกัดอยู่ในห้องเรียน
2. ส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning)* เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน และปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับความเข้าใจ
3.
การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต* การศึกษาในยุคดิจิทัลเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เช่น ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking), การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต  *ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ในการศึกษา*
1.
เทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) และเสริมจริง (AR)* VR และ AR ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริง เช่น การจำลองสถานการณ์ในวิชาวิทยาศาสตร์ หรือการสำรวจสถานที่ทางประวัติศาสตร์แบบสามมิติ
2.
แพลตฟอร์ม MOOC (Massive Open Online Course) แพลตฟอร์มอย่าง Coursera, edX และ Udemy เปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากทั่วโลกได้เรียนรู้เนื้อหาคุณภาพสูงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
3.
แอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้* เช่น Duolingo สำหรับการเรียนภาษา หรือ Khan Academy สำหรับการศึกษาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
ความท้าทายของเทคโนโลยีการศึกษา แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีประโยชน์ แต่ก็มีความท้าทาย เช่น ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่ทำให้บางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาครูให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ 
บทสรุป เทคโนโลยีการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนรู้ หากใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างความเท่าเทียมในการศึกษา และเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

Take It Down

ปัจจุบันคนไทยมีเข้าการถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ส่งผลให้มีเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มีการนำภาพหลุด ภาพ 18+ หรือภาพลับส่วนตัวของเด็กและเยาวชนไปเผยแพร่ต่อบนอินเทอร์เน็ต และข่มขู่เพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน กิจกรรมทางเพศ อย่างกรณีครูหนุ่มวัย 28 ปี ที่ข่มขู่ปล่อยคลิปลับแบล็กเมลลูกศิษย์สาว ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบอาชญากรรมที่เรียกว่า “การขู่กรรโชกทางเพศ” (Sextortion)

ไขปัจจัยที่ทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อ Sexual Harassment

พ.ต.อ. รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผู้กำกับกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท.บช.สอท. เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา มีการจับกุมดำเนินคดีการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ไปแล้วกว่า 540 คดี โดยพบว่า ตั้งแต่หลังเกิดโรคโควิด-19 ระบาดในช่วงปี พ.ศ. 2563 มีเด็กนักเรียนเรียนออนไลน์กันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้สื่อโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น ทำให้เกิดคดีการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) มีจำนวนเพิ่มขึ้น สำหรับแผนประทุษกรรมที่อาชญากรมักจะใช้เป็นกลวิธีหลอกลวงเด็กและเยาวชนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเจอบ่อย คือ “หลอกให้เงิน เชิญเป็นดารา ชวนให้แก้ผ้า ทักให้เปิดกล้อง”

• หลอกให้เงิน หรือไอเทมในเกม เวลาว่างของเด็กและเยาวชนบางคนมักจะชอบเล่นเกม ทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกได้ง่าย

• ชักชวนเป็นดารา ในส่วนของเด็กผู้หญิงมักจะถูกหลอกล่อจากการเชิญชวนให้ทำงาน เช่น การรีวิวครีมต่าง ๆ เพื่อให้ส่งภาพลับให้

• ชวนให้แก้ผ้า กรณีที่เป็นคู่รักออนไลน์ หรือคบกันทางไกล จะออกอุบายส่งความคิดถึง หลอกล่อให้ถ่ายรูปส่งมาให้

• ทักให้เปิดกล้อง

ขณะที่ คุณวีรวรรณ มอสบี้ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการประจำโครงการฮัก ประเทศไทย (HUG Project) เพื่อช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า กรณีเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งเป็นผู้สูงวัย ทำให้เข้าถึงสื่อออนไลน์ง่ายขึ้น และไม่มีใครคอยเฝ้าระวัง อาชญากรจึงใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงเด็กได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ระบบอินเทอร์เน็ตของโรงเรียนบางแห่งก็ไม่ปลอดภัย โดยพบว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียนเข้าถึงเว็บโป๊ 3,000 กว่าเว็บในหนึ่งสัปดาห์

ข้อจำกัดและความท้าทาย ทำไมยังป้องกันล่วงละเมิดเด็กไม่ได้ ?

พ.ต.อ. รุ่งเลิศ และ คุณวีรวรรณ แชร์ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา และวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ยังไม่สามารถป้องกันเด็กและเยาวชนถูกข่มขู่กรรโชกทางเพศได้ เช่น

• ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการตระเตรียมเด็กออนไลน์เพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ (Online Grooming) หากจะแจ้งความเอาผิด จะต้องเกิดการกระทำความผิดก่อน กฎหมายป้องกันยังไม่มี

• เทคโนโลยีพัฒนาเร็วแต่กฎหมายยังตามไม่ทัน เมื่อไม่มีกฎหมายป้องกัน Sexual grooming ต้องไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น การครอบครองสื่อลามกอนาจาร หรือ พ.ร.บ.คอมฯ เป็นต้น

• เหตุเกิดบนโลกออนไลน์ ทำให้พยานหลักฐานหายาก ถูกลบทิ้งเร็ว แต่บางครั้งผู้ต้องหาก็มักจะทิ้งร่องรอยอื่นไว้

• ตำรวจมีความรู้ในกฎหมายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีน้อย ซึ่งคดีออนไลน์เกิดทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งต่างจังหวัดในชุมชนเล็ก ๆ

• การระบุตัวผู้ต้องหายาก เนื่องจากผู้ต้องหาใช้อวตารหลอกเหยื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงต้องประสานงานและขอความร่วมมือเพื่อยืนยันตัวตนของผู้กระทำผิด ซึ่งประเทศไทยยังขาดความร่วมมือกับแพลตฟอร์มในด้านนี้

• ปัจจุบันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีการบล็อกคำที่อาจนำไปสู่การก่อเหตุร้ายกับเด็ก หรือการกระทำผิดกฎหมาย แต่อาชญากรเหล่านี้ ก็ปรับตัวตามแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างการใช้ #นัด… หากพิมพ์ตรงตัวระบบ AI ของแพลตฟอร์มจะตรวจเจอ และบล็อกได้ จึงเปลี่ยน # ไปเรื่อย ๆ เช่น นัดเย นัดยิ้ม ทำให้ระบบไม่สามารถบล็อกคำเหล่านี้ได้

“โครงการฮักเรารับแจ้งเหตุวันละ 1-2 เคส ขณะที่ จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกัน ส่วนเด็กเล็กมีผู้ปกครองเข้ามาแจ้งเอง การเก็บหลักฐานน้อย บางครั้งผู้ปกครองไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเกิดปัญหากับเด็ก ทำให้มีข้อมูลน้อยมาก นอกจากนี้ บางคนไม่กล้าไปแจ้งตำรวจโดยตรง เพราะคิดว่าไปแจ้งความแล้วตัวเองจะโดนจับด้วย” ผอ.โครงการฮัก กล่าว

Facebook เข้ม 3 เดือน ลบโพสต์ละเมิดเด็ก 16 ล้านโพสต์

คุณมาลีนา เอนลุนด์ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายความปลอดภัยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นและการดำเนินงานของบริษัทในการต่อสู้กับอาชญากรรมในรูปแบบการขู่กรรโชกทางเพศ (Sextortion) โดยระบุว่า จากรายงานการบังคับใช้มาตรฐานชุมชนของ Meta ในช่วงตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้มีการนำเนื้อหาที่ละเมิดกฎและเกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศกับเด็กทั่วไปแล้วกว่า 16 ล้านเนื้อหาบน Facebook และกว่า 2.1 ล้านเนื้อหาบน Instagram

จากเนื้อหาที่มีการละเมิดกฎเหล่านี้ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาพโป๊เปลือยเด็ก มากกว่า 98% และแพลตฟอร์มได้ลบเนื้อหาออกก่อนที่จะมีการรายงานเข้ามา โดยเป็นผลจากการตรวจจับด้วย AI ซึ่ง Facebook ได้มีระบบป้องกันการล่วงละเมิดเด็กและเยาวชน 4 ข้อ ได้แก่

• Photo & Video detection technology การตรวจจับรูปภาพและวิดีโอ

• Text based classifiers คำศัพท์ อิโมจิ รหัสลับเฉพาะ สามารถใช้ AI ตรวจจับได้

• Behavioural & metedata classisifiers สัญญาณพฤติกรรมการโพสต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวโยงกับเด็ก ระบบสามารถตรวจจับโดยมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น ฝักใฝ่ก่อเหตุคุกคามทางเพศเด็กหรือไม่

• Fan out แพลตฟอร์มสามารถดูเส้นทางเชื่อมโยงได้ว่าผู้ก่อเหตุมีความเกี่ยวข้องกับใครบ้าง

“Take It Down” เครื่องมือช่วยลบภาพโป๊เปลือยในออนไลน์

“Take It Down” คืออะไร? เป็นนวัตกรรมที่ให้บริการลบรูปภาพส่วนตัวออกจากอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผยแพร่ต่อบนโลกออนไลน์ สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่า ซึ่งเริ่มให้บริการเป็นภาษาอังกฤษและภาษาสเปนในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันได้พัฒนาบริการให้ครอบคลุมกว่า 25 ภาษาทั่วโลกและขยายการดำเนินงานในหลากหลายประเทศเพิ่มเติม ทำให้สามารถเข้าถึงวัยรุ่นจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในสังกัดของ Meta ขยายบริการ Take It Down ในประเทศไทย เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถเข้าถึงการควบคุมรูปภาพส่วนตัวของตนเองได้อีกครั้ง และยับยั้งไม่ให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาชีพที่เป็นอดีตแฟน หรือใครก็ตาม เผยแพร่รูปภาพส่วนตัวบนโลกออนไลน์ ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกฉวยผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCMEC) กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TICAC) และโครงการฮัก ประเทศไทย

ผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการ Take It Down ได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาและลบรูปภาพส่วนตัวออกจากอินเทอร์เน็ต หรือการช่วยยับยั้งการเผยแพร่รูปภาพส่วนตัวเหล่านั้นบนโลกออนไลน์ตั้งแต่แรก โดยบริการดังกล่าวเปิดให้บริการใช้งาน “ฟรี” สำหรับ

• เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่มีความกังวลว่ารูปภาพส่วนตัวจะถูกเผยแพร่ หรืออาจถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์

• ผู้ปกครอง report แทนเด็กๆ ได้ โดยต้องเป็นผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่ได้รับความไว้วางใจจากเด็กและเยาวชนในการจัดการกับรูปภาพส่วนตัวในนามของพวกเขา

• ผู้ใหญ่ที่กังวลว่ารูปภาพส่วนตัวของตนเองที่ถูกถ่ายไว้ก่อนอายุ 18 ปี ถูกเผยแพร่ หรืออาจถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ สามารถกด report ได้

ส่วนกรณีหากเป็นผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปี สามารถใช้ช่องทาง https://stopncii.org นี้แทน

วิธีการใช้งาน Take It Down

  1. ไปที่เว็บไซต์ TakeItDown.NCMEC.org โดยไม่ต้องแจ้งชื่อหรือข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อยืนยันตัวตน
  2. ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุ เพื่อกำหนดตัวเลขเรียกว่า “ค่าแฮช” เปรียบเหมือนกับ Digital Footprint หรือลายนิ้วมือดิจิทัล ให้กับรูปภาพหรือวิดีโอ ทำให้แต่ละรูปภาพหรือวิดีโอมีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้เป็นส่วนตัวและปลอดภัย
  3. ส่งต่อค่าแฮชดังกล่าวเป็นตัวเลข โดยไม่ต้องส่งภาพหรือวิดีโอส่วนตัว ผู้เสียหายสามารถเบาใจได้ว่า Take It Down จะไม่มีการดึงภาพหรือข้อมูลออกมาจากอุปกรณ์ที่เราใช้งาน แต่จะใช้ “ค่าแฮช” แทนการระบุสำเนาของรูปภาพหรือวิดีโอนั้น และตรวจสอบเพื่อลบเนื้อหาดังกล่าว
  4. เมื่อค่าแฮชได้ถูกแชร์ให้กับศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกฉวยผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCMEC) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมต่าง ๆ รวมถึง Meta ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีรูปหรือวิดีโอของผู้เสียหายอยู่บนแพลตฟอร์มใดหรือไม่
  5. เมื่อตรวจสอบพบ แพลตฟอร์มจะทำการลบรูปหรือคลิปดังกล่าวออก พร้อมยับยั้งไม่ให้ใครก็ตามสามารถข่มขู่ผู้อื่นว่าจะนำเนื้อหาดังกล่าวกลับมาโพสต์บนแพลตฟอร์มได้อีกด้วย
  6. อย่างไรก็ตาม บริการดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะภาพส่วนตัวโป๊ เปลือย อนาจารที่ถูกถ่ายในพื้นที่ส่วนตัว แต่ในกรณีใส่ชุดว่ายน้ำถ่ายที่ชายหาด หรือสระว่ายน้ำ ไม่ถือว่าภาพส่วนตัว

ที่สำคัญ ในการ Report ภาพโป๊เปลือย ผู้ Report จำเป็นต้องมีภาพดังกล่าวอยู่บนอุปกรณ์ของเราด้วย ถ้าเราไม่มีภาพนั้นก็จะไม่สามารถแจ้งตรวจสอบผ่าน Take It Down ได้ แต่รายงานไปที่ CyberTipline ผ่าน cybertipline.org แทน

วัคซีนหลักที่ต้องมี เพื่อป้องกันถูกขู่กรรโชกทางเพศ

• สร้างความตระหนักรู้ให้กับเด็กและผู้ปกครอง เช่น หากมีคนทักมาอยากให้เงินต้องห้ามทันที

• สร้างเกราะป้องกันด้วยระบบนโยบายกับหน่วยงานคุ้มครองเด็ก การให้ความรู้ คำแนะนำ โดยใช้โซเชียลมีเดียช่วย หากตกเป็นเหยื่อต้องทำอย่างไร ขอความช่วยเหลือจากใคร และผลักดันกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรเพื่อช่วยเหลือเด็ก

• บทบาทของพ่อแม่ จะวางตัวอย่างไรบนโลกดิจิทัล เพื่อไม่ให้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเด็กมากจนเกินไป

ทำความรู้จักกับ DLTV การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ทุกคนไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ เหล่านักเรียนทุกชั้นปีจึงต้องเรียนผ่านทางระบบออนไลน์ตามแต่ที่ละสถาบันที่ตนเองสังกัดได้กำหนดไว้ เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างถึงความเหมาะสม รวมไปถึงแนวทางและวิชาในการเรียน ความจริงแล้ว การเรียนออนไลน์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้วโดยมีช่องการเรียนการสอนทางไกล เรียกว่า DLTV นั่นเอง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักว่าคืออะไร สอนวิชาอะไร และใครสามารถเรียนได้บ้าง

DLTV คืออะไร

DLTV คือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจะถ่ายทอดการเรียนการสอนจากโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเถอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเผยแพร่ภาพไปทั่วประเทศนั่นเอง

ใครเรียนได้บ้าง

ส่วนใหญ่แล้วผู้เรียนคือนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่อาจมีจำนวนครูผู้ชำนาญการจำกัด และไม่มีความรู้เชี่ยวชาญในบางวิชา ก็จะให้เรียนผ่านทางช่องนี้แทน นอกจากนั้นยังเปิดฉายทางโรงเรียนทั่วประเทศ สังกัด สพฐ. อปท. ตชด. พระปริยัติธรรม ศูนย์การเรียนรู้ กศน. รวมไปถึงโรงเรียนเอกชนบางแห่งอีกด้วย

วิชาที่เปิดสอน

สำหรับวิชาที่เปิดสอนนั้น ประกอบไปด้วยวิชาพื้นฐานอย่าง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ สุขศึกษา ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา ส่วนความหลากหลายของวิชาอื่นก็จะมีมากขึ้นตามระดับชั้นที่เรียน และเนื่องจากเป็นช่องเรียนที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้นอกจากจะมีการสอนวิชาพื้นฐานทั่วไปแล้ว ยังมีเนื้อหาอื่นๆ เช่น สารคดีเฉลิมพระเกียรติ เป็นต้น

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียนการสอนได้ที่ www.dltv.ac.th

ช่องทางการรับชม

เดิมนั้นสามารถรับชมได้ 3 ช่องทาง คือดาวเทียมระบบ KU-BAND เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จึงได้มีการเพิ่มช่องทางในการรับชมมากขึ้น ดังนี้

  • ทีวีดิจิทัล ช่อง 37-51
  • สัญญาณทางไกลผ่านดาวเทียมระบบ KU-BAND (จานทึบ) ช่อง 186-200
  • สัญญาณทางไกลผ่านดาวเทียมระบบ C-BAND (จานโปร่ง)
  • เว็บไซต์ www.dltv.ac.th
  • แอปพลิเคชัน DLTV บนอุปกรณ์พกพา รองรับทุกระบบ
  • Youtube : DLTV1 Channel – DLTV15 Channel

เทคโนโลยีการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษา: พลิกโฉมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

เทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวงการศึกษาอย่างมาก ทำให้การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน

ทำไมเทคโนโลยีการศึกษาจึงสำคัญ?

  • เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้: เทคโนโลยีช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ สื่ออินเตอร์แอคทีฟ เกมการศึกษา ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและน่าสนใจมากขึ้น
  • เข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น: ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างไม่จำกัดผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและสะดวกสบาย
  • พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21: เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และการสร้างสรรค์
  • ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล: เทคโนโลยีช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในรูปแบบและในเวลาที่เหมาะสมกับตนเอง ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่ตรงตามความสนใจและความสามารถของแต่ละบุคคล

ตัวอย่างเทคโนโลยีการศึกษาที่น่าสนใจ

  • แพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบออนไลน์: เช่น Google Classroom, Moodle, Khan Academy เป็นต้น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
  • แอปพลิเคชันการศึกษา: เช่น Duolingo, Memrise ช่วยฝึกทักษะด้านภาษาได้อย่างสนุกสนาน
  • ความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) และความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality): ช่วยให้ผู้เรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริงมากยิ่งขึ้น
  • ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence): ช่วยในการปรับเนื้อหาการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละบุคคล

ผลกระทบของเทคโนโลยีการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษาส่งผลกระทบต่อทั้งผู้เรียน ครู และสถาบันการศึกษา ดังนี้

  • ผู้เรียน: มีโอกาสเข้าถึงความรู้ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล
  • ครู: มีเครื่องมือในการสอนที่หลากหลายมากขึ้น สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ และมีบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • สถาบันการศึกษา: สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้ทันสมัยมากขึ้น และตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ต้องพิจารณาในการนำเทคโนโลยีการศึกษาไปใช้

  • โครงสร้างพื้นฐาน: ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เพียงพอและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างเสถียร
  • ทักษะของผู้ใช้: ทั้งผู้เรียนและครูต้องมีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยี
  • เนื้อหาการเรียนรู้: ต้องมีการออกแบบเนื้อหาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้
  • การสนับสนุน: ต้องมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เช่น รัฐบาล สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน

สรุป เทคโนโลยีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องมีการวางแผนและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนและสังคม