Category: ประชาสัมพันธ์

2 แอป ตัวช่วยในการเรียน ที่ต้องโหลดติดเครื่อง

เอาใจนักเรียน นักศึกษากันหน่อย เปิดเทอมใหม่แล้ว ใครๆ ก็อยากกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ บอกกับตัวเองไว้ว่าเทอมนี้จะตั้งใจเรียนนนนนน!! เก็บเกรดสี่ เกรด A ให้ได้!!! จะตั้งใจมีสมาธิที่ดีขึ้น เล่นโซเชียลให้น้อยลง แต่…กว่าจะผยุงตัวเองให้รอดในแต่ละเทอมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มาทางนี้เลยจ้านักเรียน นักศึกษาทั้งหลาย แอดมีตัวช่วยในการเรียน แบบง่ายๆ แค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว โหลดแอปติดไว้เป็นประโยชน์สุดๆ สามารถโหลดได้จากแอปมือถือ เอาไว้ใช้กันเป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะทำให้เรียนได้ดีขึ้นกันสักหน่อย ดาวน์โหลด App ได้ทั้งบนมือถือ Android และ iOS หรือจะโหลดแอปบน iPad ติดไว้ก็ยังได้ แถมดาวน์โหลดฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย จะมีแอปมือถืออะไรบ้าง ที่เป็นตัวช่วยในการเรียน ไปดูกันนนนนน

1. My Study Life

มาเริ่มกันที่ แอปช่วยเรียนอย่าง My Study Life แอปมือถือ ที่ควรมีสำหรับนักเรียน นักศึกษาขี้ลืมมม!! ที่เหมาะกับการจัดตารางเรียน การบ้าน และกำหนดส่งงาน แอปนี้จะช่วยในการวางแผนการเรียน การจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถตั้งแจ้งเตือนกำหนดส่งงาน ทำให้ทำงานส่งอาจารย์ได้ตรงเวลาเป๊ะๆ เพราะเวลาและวินัยถือเป็นสิ่งที่สำคัญสุดๆ

2. Clear-Notebook Sharing app

แอปมือถือนี้เหมาะมากๆ กับนักเรียน นักศึกษาที่ชอบการทำงานพร้อมกันกับเพื่อนๆ แชร์ความคิดเห็นร่วมกัน พร้อมทั้งการจดบันทึก แชร์งานกัน ได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงการร่วมกันทำงานกลุ่ม ประชุมงาน หรือแม้กระทั่งติวข้อสอบ ถือว่าแอปพลิเคชัน Clear-Notebook ตอบโจทย์สุดๆ

 

โทรศัพท์มือถือกับการเรียนการสอน

               ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน โทรศัพท์มือถือกลายเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษา โทรศัพท์ไม่เพียงแต่เป็นอุปกรณ์สื่อสารส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ หากใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสม

      1.การใช้โทรศัพท์เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลโทรศัพท์มือถือช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรการเรียนรู้จากทั่วโลกได้ทันที ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นักเรียนสามารถค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์, วิดีโอการสอน, และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น YouTube, Khan Academy หรือ Google Scholar ซึ่งทำให้การเรียนการสอนสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา

       2. แอปพลิเคชันการศึกษาปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น Duolingo (การเรียนภาษา), Photomath (การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์), หรือ Google Classroom (การเรียนออนไลน์) แอปเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำการบ้านหรือเรียนเสริมได้อย่างสะดวกและมีความท้าทาย

        3. การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนโทรศัพท์มือถือช่วยเพิ่มช่องทางในการสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้สอนผ่านแอปพลิเคชันการส่งข้อความหรืออีเมล์ ผู้เรียนสามารถสอบถามคำถามหรือขอคำแนะนำจากอาจารย์ได้ตลอดเวลา ส่งผลให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้พบกันในห้องเรียน

        4. การเรียนรู้แบบร่วมมือการใช้โทรศัพท์มือถือสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันได้ โดยผู้เรียนสามารถสร้างกลุ่มในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น WhatsApp, Line หรือ Slack เพื่อทำงานกลุ่ม พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแก้ไขปัญหาด้วยกัน การใช้โทรศัพท์จึงช่วยสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เรียน แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน

        5. ข้อควรระวังในการใช้โทรศัพท์ในการเรียนการสอน
แม้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในกระบวนการเรียนการสอนจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ต้องมีการควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสีย เช่น การเสพติดเทคโนโลยี, การสูญเสียสมาธิจากการใช้โซเชียลมีเดีย หรือการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น การตั้งระเบียบในการใช้โทรศัพท์ในการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

         6. สรุป
การใช้โทรศัพท์มือถือในการเรียนการสอนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และช่วยเสริมสร้างทักษะต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน แต่การใช้ต้องได้รับการควบคุมและการจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้งานเทคโนโลยีสามารถนำไปสู่การพัฒนาความรู้และทักษะได้อย่างเต็มที่ การส่งเสริมการใช้โทรศัพท์ในการเรียนการสอนควรจะเป็นการสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณค่า พร้อมกับการเตือนให้ระมัดระวังเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีอย่างไม่ระมัดระวัง

 

Mobile Banking ในปัจจุบัน

Mobile Banking หรือการทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นช่องทางที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตและการจัดการด้านการเงินของผู้คนในยุคดิจิทัล ปัจจุบัน ผู้คนสามารถทำธุรกรรมการเงินต่างๆ เช่น การโอนเงิน ชำระบิล ตรวจสอบยอดบัญชี ลงทุน และซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารบนสมาร์ทโฟน ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการดำเนินธุรกรรมต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร

บทความนี้จะกล่าวถึงคุณลักษณะ ข้อดีและข้อเสีย เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Mobile Banking รวมถึงแนวโน้มของ Mobile Banking ในอนาคต

1. คุณลักษณะของ Mobile Banking ในปัจจุบัน

Mobile Banking มีคุณลักษณะที่ทำให้การทำธุรกรรมง่ายขึ้นผ่านอุปกรณ์มือถือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบัญชีและบริการธนาคารได้ทุกที่ทุกเวลา บริการที่มักจะพบใน Mobile Banking ได้แก่:

การโอนเงินระหว่างบัญชีต่างธนาคาร

การชำระบิลและค่าสินค้า

การตรวจสอบยอดเงินและประวัติการทำธุรกรรม

การออมเงิน การลงทุน การสมัครบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ

การแจ้งเตือนและการจัดการวงเงิน

Mobile Banking ช่วยให้ทุกธุรกรรมการเงินสามารถทำได้เพียงไม่กี่ขั้นตอนผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังธนาคาร

2. เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Mobile Banking

Mobile Banking มีการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและสะดวกมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่มักถูกนำมาใช้ ได้แก่:

Biometric Authentication: การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัย

Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning: AI และ Machine Learning ช่วยในการวิเคราะห์และให้คำแนะนำทางการเงิน รวมถึงการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ

Blockchain: ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการโอนเงินระหว่างประเทศ ทำให้ธุรกรรมมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

QR Code: การชำระเงินผ่าน QR Code ทำให้การทำธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสะดวกขึ้นและปลอดภัย

3. ประโยชน์ของ Mobile Banking

Mobile Banking มีข้อดีหลายประการที่ทำให้ผู้ใช้งานสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น:

ความสะดวกสบายและรวดเร็ว: สามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปธนาคาร ทำให้ประหยัดเวลาและลดขั้นตอน

การควบคุมและติดตามการใช้จ่าย: ผู้ใช้งานสามารถติดตามการใช้เงินและการทำธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การวางแผนการเงินเป็นเรื่องง่าย

ความปลอดภัยสูง: การเข้ารหัสข้อมูลและการยืนยันตัวตนหลายชั้นทำให้การทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking มีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูล

ความสามารถในการจัดการและลงทุน: Mobile Banking ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์หรือลงทุนในกองทุนต่างๆ ได้ทันทีจากมือถือ

4. ข้อเสียและความท้าทายของ Mobile Banking

Mobile Banking แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อเสียและความท้าทายที่ควรพิจารณา ได้แก่:

ความเสี่ยงทางไซเบอร์: การทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากแฮ็กเกอร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินหรือข้อมูลส่วนตัว

ข้อจำกัดทางเทคนิค: หากผู้ใช้มีโทรศัพท์ที่ไม่รองรับแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี อาจทำให้ไม่สามารถใช้งาน Mobile Banking ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ความซับซ้อนสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม: ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีอาจประสบปัญหาในการใช้งาน Mobile Banking ทำให้ยังคงมีความต้องการใช้บริการแบบดั้งเดิมในบางส่วน

5. แนวโน้มในอนาคตของ Mobile Banking

อนาคตของ Mobile Banking คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น:

AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง: AI จะมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์การใช้จ่าย แนะนำการลงทุน และช่วยในการตรวจสอบความเสี่ยง รวมถึงช่วยปรับเปลี่ยนแผนการเงินให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน

การใช้ Blockchain ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ: Blockchain จะช่วยให้การโอนเงินระหว่างประเทศรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าธรรมเนียมจากธนาคารกลาง

การขยายการใช้ QR Code และ NFC: การชำระเงินผ่าน QR Code และ NFC คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ โดยเฉพาะการชำระเงินแบบไร้สัมผัสที่มีความปลอดภัยและสะดวกสบาย

ความปลอดภัยขั้นสูง: ระบบการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพขั้นสูง เช่น การสแกนม่านตา การสแกนเสียง จะถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อป้องกันการแฮ็กและการโจรกรรมข้อมูล

สรุป

Mobile Banking มีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบันที่คนเรามีความต้องการด้านการเงินที่สะดวกและรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานที่ง่ายขึ้น ผู้ใช้สามารถจัดการด้านการเงินและทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความปลอดภัยและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ Mobile Banking จะยังคงมีการพัฒนาต่อไปเพื่อให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานในอนาคต

Mobile Learning

     การศึกษาแบบ E-Learning หรือบางคนอาจจะเรียกว่าการเรียนแบบออนไลน์(Online Learning) ได้รับความนิยมจากวงการศึกษาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย(Wireless) เข้ามามีบทบาท และมีการแพร่หลายอย่างมากในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา

อุปกรณ์แบบไร้สายต่างๆ ได้เข้ามาแทนที่อุปกรณ์แบบมีสาย(Wired) ที่เราเห็นได้ชัดคือ “โทรศัพท์มือถือ” เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบบไร้สายอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีสำหรับอุปกรณ์ไร้สายแบบต่างๆ ก็ถูกพัฒนาตามขึ้นไปด้วย ซึ่งได้แก่ Bluetooth, WAP (Wireless Application Protocol), GRPS (General Packet Radio System) และ UMTS (Universal Mobile Telecommunications System)

    โมบายเลิร์นนิงเป็นการพัฒนาอีกขั้นของ e-Learning เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย เราเรียกการเรียนแบบนี้ว่า Wireless Learning, Mobile Learning หรือ m-Learning ดังนั้น m-learning ก็คือ การศึกษาทางไกลผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สายต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ, PDA และแล็ปทอป โดยมีแอปพลิเคชั่นที่สำคัญต่าง ๆ เช่น มีเดียบอร์ดเป็นการเรียนรู้ผ่านระบบ m-Learning โดยเน้นที่การทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเพื่อส่งและรับข้อมูลแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเพื่อนร่วมชั้นและครูผู้สอน โดยสามารถส่งข้อมูลที่เป็นภาพ เสียง มัลติมีเดีย เว็บไซต์ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือที่เรียกว่า Problem-Based Learning ได้เป็นอย่างดี

ที่มา : เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมสำหรับการจัดการความรู้ (ผศ.ดร.พรรณี สวนเพลง)

การสร้างebook ด้วยมือถือ

ขั้นตอนการสร้าง eBook  ด้วยมือถือ

  1. เตรียมเนื้อหาสำหรับ eBook:
    • ก่อนที่คุณจะเริ่มทำ eBook, คุณต้องเตรียมเนื้อหาที่จะใส่ในแต่ละหน้า เช่น บทที่ 1, 2, 3, หรือเนื้อหาตามหัวข้อที่คุณต้องการ
    • สำหรับ eBook 10 หน้า คุณอาจจะกำหนดโครงสร้างการจัดหน้าไว้ล่วงหน้า เช่น:
      • หน้า 1: หน้าปก
      • หน้า 2: คำนำ
      • หน้า 3-8: เนื้อหาหลัก
      • หน้า 9: สรุป
      • หน้า 10: ข้อมูลติดต่อหรือข้อคิดเห็น
  2. เลือกแอพเพื่อการออกแบบ eBook:
    • คุณสามารถเลือกแอพที่รองรับการสร้าง eBook อย่างง่ายดาย บนมือถือ เช่น:
      • Canva (ทั้ง iOS และ Android) – ใช้สำหรับการออกแบบหน้าปกและการจัดรูปแบบเนื้อหา
      • Book Creator (ทั้ง iOS และ Android) – ใช้ในการจัดรูปแบบเนื้อหาหลายหน้าและรองรับการเพิ่มข้อความ, รูปภาพ, และอื่น ๆ
      • Google Docs (ทั้ง iOS และ Android) – ใช้สำหรับการเขียนเนื้อหาและสามารถดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ได้
  3. ออกแบบหน้าปก (ถ้าต้องการ):
    • หากคุณใช้แอพ Canva หรือ Adobe Spark คุณสามารถเลือกเทมเพลตสำหรับหน้าปก eBook ที่ดูสวยงามได้
    • Book Creator ยังให้คุณออกแบบหน้าปกและแทรกรูปภาพหรือข้อความในแบบที่ต้องการ
  4. จัดทำเนื้อหาบนแต่ละหน้า:
    • แบ่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับจำนวนหน้า โดยในแต่ละหน้าอาจจะมีข้อมูลประมาณ 1-2 ย่อหน้า หรือข้อความที่ไม่ยาวจนเกินไป
    • หากใช้ Google Docs, คุณสามารถเขียนเนื้อหาและปรับรูปแบบ (เช่น การใช้หัวข้อ, การจัดย่อหน้า) ให้เหมาะสม
  5. เพิ่มภาพหรือกราฟิก (ถ้าต้องการ):
    • คุณสามารถเพิ่มภาพประกอบเพื่อทำให้เนื้อหาของ eBook น่าสนใจขึ้น เช่น ภาพถ่าย, แผนภูมิ, หรือกราฟิกต่าง ๆ
    • แอพ Canva และ Book Creator มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณเพิ่มรูปภาพได้อย่างง่ายดาย
  6. ปรับรูปแบบและจัดการหน้า:
    • ใช้แอพเพื่อจัดรูปแบบให้เหมาะสม เช่น การจัดขนาดฟอนต์, การแบ่งย่อหน้า, และการใช้หัวข้อให้ชัดเจน
    • หากใช้ Book Creator, คุณสามารถเลือกที่จะจัดหน้าให้พอดีกับการแสดงผลในรูปแบบ eBook และสามารถเลือกขนาดของหน้า (เช่น ขนาด A4 หรือ 8.5 x 11 นิ้ว)
  7. แปลงเป็นไฟล์ eBook (ePub/PDF):
    • เมื่อคุณสร้าง eBook เสร็จแล้ว, ให้แปลงไฟล์เป็น ePub (สำหรับ eBook) หรือ PDF (สำหรับการพิมพ์หรืออ่านบนอุปกรณ์ต่าง ๆ)
    • ใน Book Creator คุณสามารถส่งออกเป็น ePub หรือ PDF ได้ทันที
    • ใน Canva, หลังจากออกแบบเสร็จแล้ว คุณสามารถดาวน์โหลดเป็น PDF ได้
  8. ตรวจสอบและแก้ไข:
    • ตรวจสอบ eBook ที่สร้างขึ้นอย่างละเอียดเพื่อดูว่ามีข้อผิดพลาดหรือการจัดรูปแบบที่ไม่ถูกต้องหรือไม่
    • หากพบข้อผิดพลาด, กลับไปแก้ไขในแอพที่คุณใช้และดาวน์โหลดไฟล์ใหม่
  9. เผยแพร่หรือแชร์:
    • เมื่อ eBook เสร็จสมบูรณ์แล้ว, คุณสามารถเลือกเผยแพร่หรือแชร์ไฟล์ได้หลายวิธี เช่น:
      • อัพโหลดไปยัง Amazon Kindle Direct Publishing (KDP) หรือ Apple Books
      • แชร์ให้ผู้อื่นผ่านทางอีเมล หรือเว็บไซต์
      • แชร์ในกลุ่มโซเชียลมีเดีย

แอพที่แนะนำในการสร้าง eBook 10 หน้า:

  1. Book Creator (iOS/Android)
    • ใช้ได้ดีสำหรับการสร้าง eBook แบบหลายหน้า
    • สามารถใส่เนื้อหา, รูปภาพ, วิดีโอ และส่งออกเป็น ePub หรือ PDF
  2. Canva (iOS/Android)
    • ใช้สำหรับการออกแบบกราฟิกและจัดรูปแบบ eBook
    • มีเทมเพลตสำหรับการออกแบบหน้าปกและเนื้อหาของ eBook
  3. Google Docs (iOS/Android)
    • ใช้สำหรับเขียนเนื้อหาของ eBook และส่งออกเป็น PDF
    • ไม่มีฟีเจอร์การออกแบบมากมาย แต่เหมาะสำหรับการเขียนและจัดรูปแบบข้อความ
  4. Adobe Spark (iOS/Android)
    • ใช้สำหรับการสร้างกราฟิกและการออกแบบเนื้อหาของ eBook
    • รองรับการส่งออกเป็น PDF หรือ PNG

เคล็ดลับในการสร้าง eBook:

  • รักษาความกระชับ: หากคุณมีเพียง 10 หน้า อย่าลืมที่จะทำให้เนื้อหากระชับและตรงประเด็น
  • ใช้ภาพประกอบ: การใช้ภาพและกราฟิกช่วยให้ eBook ของคุณดูน่าสนใจและง่ายต่อการเข้าใจ
  • ตรวจทาน: อย่าลืมตรวจทานเนื้อหาหลายครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด

โมบาย เลิร์นนิ่ง M-learning

โมบาย เลิร์นนิ่ง M-learning

 
…..ในปัจจุบันการศึกษาได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เป็นการศึกษาแบบ Global ไม่ใช่แบบ Local นั่นหมายความว่า เป็นการศึกษาไม่เฉพาะแต่ภายในส่วนเล็กๆ หรือ ประเทศของตนเองเท่านั้น แต่เป็นการศึกษาที่ครอบคลุมในทุกประเทศทั่วโลก มีการแลกเปลี่ยนความรู้จากซีกโลกหนึ่งไปสู่อีกซีกโลกหนึ่งอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ยิ่งการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารเติบโตมากขึ้นเท่าไร วิธีการศึกษาก็สามารถพัฒนาได้รวดเร็วขึ้นเป็นเงาตามกัน หากพูดถึงการศึกษาหรือการเรียน ความคิดแวบแรกของเราก็คือ การเข้าไปนั่งเรียนในชั้นเรียน เจออาจารย์ผู้สอนหน้าต่อหน้า แต่เมื่อมีการสื่อสารทางไปรษณีย์ การศึกษาแบบใหม่ก็เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ไกลสถานที่เรียน หรือไม่สามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนได้ เราเรียกการศึกษาแบบนี้ว่า การศึกษาแบบเรียนทางไกลหรือเรียนทางไปรษณีย์ (Distance Learning หรือ d-Learning) ต่อมามีการพัฒนาเทคโนโลยีของการสื่อสารให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าการส่งไปรษณีย์ นั่นก็คือ อินเทอร์เน็ต ดังนั้นจึงเกิด e-Learning หรือ Electronic Learning ขึ้น เป็นการเรียนผ่านทาง อินเทอร์เน็ต และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ , PDA และ Laptop computer ได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาแบบ e-Learning จึงกลายมาเป็น m-Learning หรือ mobile learning นั่นเอง